วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

บทคัดย่อ
การเปรียบเทียบยาฆ่าแมลงกับน้ำหมักชีวภาพจากตะใคร้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อศึกษาผลการทำน้ำหมักชีวภาพจากตะไคร้ไปใช้ในการฉีดพ่นศัตรูแทนการฉีดพ่นยาฆ่าแมล 2)  เพื่อนำพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์3)เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม














กิตติกรรมประกาศ
โครงงานฟิสิกส์ เรื่องการเปรียบเทียบยาฆ่าแมลงกับน้ำหมักชีวภาพจากตะไคร้ เพื่อทดลองการมีประสิทธิภาพของน้ำหมักชีวภาพจากตะไคร้ในการฆ่าแมลง   โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผลิตปุ๋ยชีวภาพบ้านศรีภูมิ   และได้รับการสนับสนุนจาก ครูฐานิกา จันทคาต ที่ได้ให้คำปรึกษาในการจัดทำโครงงานและได้รับความอนุเคราะห์จากชาวบ้านที่ได้ให้ข้อเสนอแนะและนำเอกสารตำราต่าง    ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
           คณะผู้จัดทำ  ขอขอบพระคุณทุกท่านดังที่ได้กล่าวถึงมาข้างต้น   และที่ไม่ได้กล่าวถึงไว้    ที่นี้เป็นอย่างสูง
                                                                                                                          
                                                                                                                        คณะผู้จัดทำ










คำนำ
            รายงานเรื่อง การเปรียบเทียบการใช้ยาฆ่าแมลงกับน้ำหมักชีวภาพจากตะไคร้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชาฟิสิกส์ จัดทำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยาฆ่าแมลงและน้ำหมักชีวภาพ เพื่อเป็นองค์ประกอบการเรียนการสอน พร้อมจัดทำเป็นรูปเล่ม
                ขอขอบคุณ คุณครูฐานิกา จันฑคาต  ที่ให้ความรู้ และให้คำปรึกษามาโดยตลอดจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเรื่อง การเปรียบเทียบการใช้ยาฆ่าแมลงกับน้ำหมักชีวภาพจากตะไคร้ ไว้ประกอบการเรียนการสอนแก่ผู้ที่สนใจศึกษา และหวังว่ารายงานเรื่องนี้คงให้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย
ถ้าผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

                                                            นายคธาศักดิ์  ทองยอน
                                                                                         คณะผู้จัดทำ








สารบัญ
เรื่อง                                                                                         หน้า
คำนำ………………………………………………………………….        
สารบัญ……………………………………………………………….        
บทที่   1……………………………………………………………….         1
บทที่   2………………………………………………………………          .           3
บทที่   3……………………………………………………………….         8
ภาคผนวก…………………………………………………………….         9
            เอกสารอ้างอิง………………………………………………….        12
                                                                       









บทที่  1
บทนำ
หลักการและเหตุผล
ในอตีตเกษตรกรใช้น้ำหมักชีวภาพในการฆ่าแมลงในนาข้าวส่งผลให้เกิดมลพิษในนาข้าว แต่ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่หันมาใช้ยาฆ่าแมลงมากกว่า เพราะยาฆ่าแมลงสะดวกในการใช้งานกว่าแต่ก็ยังมีเกษตรกรส่วนหนึ่งที่ยังใช้น้ำหมักชีวภาพเพราะเชื่อว่าประสิทธิภาพของน้ำหมักชีวภาพ ดีกว่าการใช้ยาฆ่าแมลงและน้ำหมักชีวภาพก็ไม่มีสารเคมีที่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมีการใช้สารเคมีกำจัดแมลงอย่างแพร่หลาย ซึ่งผลกระทบจากการใช้สารเคมีกำจัดแมลงมีมากอาจตกค้างในพืชที่เป็นอาหารและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ซึ่งไม่เข้าใจถึงพิษและวิธีใช้ดีพอการศึกษาชนิดและวิธีการใช้สารเคมีกำจัดแมลงให้เข้าใจจึงเป็นสิ่งสำคัญยาฆ่าแมลงเป็นสารที่ใช้ฆ่า กำจัด หรือลดการแพร่พันธุ์ของแมลงยาฆ่าแมลงใช้ในการเกษตรกรรมการแพทย์อุตสาหกรรมและใช้ในครัวเรือน การใช้ยาฆ่าแมลงเชื่อว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในศตวรรษที่ 20ยาฆ่าแมลงเกือบทุกชนิดมีผลข้างเคียงกับระบบนิเวศ ยาฆ่าแมลงหลายชนิดเป็นอันตรายกับมนุษย์คนไทยส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมและประเทศไทยจะอาศัยการเกษตรกรรมและ อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะพืช ผลทางการเกษตรเป็นสินค้าที่ส่งออกที่สำคัญนำรายได้เข้าประเทศได้ปีละมหาศาล และผลักดันประเทศไปเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลกแต่ปัจจุบันการเกษตรได้ รับผลกระทบจากการซื้อปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงมากส่งผลกระทบต่อราคาต้นทุนการ ผลิตสูงขึ้นประกอบกับคนไทยนิยมทำการเกษตรเคมีมากกว่ายึดรูปแบบตามธรรมชาติ การใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อการเกษตรประเทศไทยมีแนวโน้มมากขึ้นแต่กำลังความสามารถใน การผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการเกษตรของประเทศไทยนั้นไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องนำ ปุ๋ยเคมีเข้าจากต่างประเทศทำให้ประเทศไทยเสียดุลการค้า   การใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากแทนธาตุอาหารที่เป็นอินทรียวัตถุและการใช้สารเคมีฆ่าแมลงแทนสมุนไพร  เพื่อการกำจัดศัตรูพืช  ก่อให้เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ เช่น
1.             ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม  เช่น  เกิดจากสารปนเปื้อนของสารเคมีในแหล่งน้ำและดินทำให้ระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตเสีย
2.             ปัญหาต่อความปลอดภัยสุขภาพของเกษตรกรซึ่งจะส่งผลให้สุขภาพชีวิตของเกษตรกรต่ำลงเนื่องจากได้รับสารเคมีเข้าไปในร่างกายมากๆ  ตลอดจนปัญหาการตกค้างของสารเคมี  ผลิตผลทางการเกษตรส่งผลให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค
ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงสนใจที่จะศึกษาเรื่องการเปรียบเทียบยาฆ่าแมลงกับน้ำหมักชีวภาพ
จุดมุ่งหมายของการศึกษา
1.เพื่อศึกษาผลการทำน้ำหมักชีวภาพจากตะไคร้ไปใช้ในการฉีดพ่นศัตรูแทนการฉีดพ่นยาฆ่าแมล  2.เพื่อนำพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์
3.เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ขอบเขตของการศึกษา
บ้านตาเบ้า 85. 12 .กระสัง อ. กระสัง จ.บุรีรัมย์ 31160
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.  น้ำหมักชีวภาพจากตะไคร้สามารถนำไปใช้ฆ่าแมลงแทนยาฆ่าแมลงได้
2.  สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

          














บทที่  2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
รูปแบบของสารเคมีกำจัดแมลง
สารเคมีกำจัดแมลงส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปน้ำมันซึ่งไม่ละลายน้ำบางชนิดก็ละลายได้แต่มีพิษสูงเกินไป จึงมีการผสมสารเคมีกำจัดแมลงในรูปแบบต่างๆเพื่อให้เหมาะสมและสะดวกในการใช้ ได้ 8 ชนิดดังต่อไปนี้
               1.1 แบบผงผสมน้ำมีชื่อย่อ WDP หรือ WP ติดมากับภาชนะที่บรรจุ สารเคมีกำจัดแมลงแบบนี้ประกอบด้วยสารออกฤทธิ์และสารพาหะหรือสารที่ทำให้เจือจางซึ่งได้แก่ผงดินขาว แป้งฝุ่น หรือสารอื่นที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยให้ใบเปียกง่ายและช่วยในการกระจายตัว
                 1.2 แบบน้ำมันมีชื่อย่อ EC ติดมากับภาชนะที่บรรจุสารเคมีกำจัดแมลงแบบนี้ประกอบด้วยสารออกฤทธิ์กับตัวทำละลายที่ไม่สามารถเข้ากับน้ำได้ต่อมามีการเติมสาร emulsifier เพื่อช่วยให้สารออกฤทธิ์ผสมกับน้ำได้และยังช่วยให้เกาะใบพืชหรือติดตัวแมลงได้ดี เวลาใช้นำไปผสมกับน้ำให้ได้ความเข้มข้นตามต้องการจะได้ส่วนผสมสีขาวขุ่นสารเคมีกำจัดแมลงแบบนี้มีใช้แพร่หลายที่สุด
               1.3 แบบน้ำเข้มข้นหรือน้ำมีชื่อย่อ SC, WSC, SCW หรือ LC ติดมากับภาชนะที่บรรจุ สารเคมีกำจัดแมลงแบบนี้ประกอบด้วยสารออกฤทธิ์และตัวทำละลายที่ผสมน้ำได้ ไม่มี emulsifier เวลาผสมน้ำแล้วจะไม่มีสีขาวขุ่น
               1.4 แบบน้ำเข้มข้นแขวนลอยหรือน้ำข้นมีชื่อย่อ F หรือ FL ติดมากับภาชนะที่บรรจุสารเคมีจำกัดแมลงแบบนี้ทำได้โดยบดสารออกฤทธิ์กับพาหะเช่น ผงดินขาวแล้วนำส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ เช่น น้ำมาผสมมีลักษณะคล้ายกับสารเคมีกำจัดแมลงแบบผงผสมน้ำเวลาใช้นำมาใส่น้ำลงไปแล้วคนให้เข้ากันสารเคมีกำจัดแมลงแบบนี้ใช้สะดวกและละลายน้ำได้ดีกว่าแบบผสมน้ำ
               1.5 แบบผงละลายน้ำมีชื่อย่อ WSP หรื SP ติดมากับภาชนะที่บรรจุ สารเคมีกำจัดแมลงแบบนี้ ผลิตออกมาในรูปเม็ดหรือเกล็ดสามารถละลายน้ำได้ทันที อาจมีการเติมสารช่วยเกาะพื้นผิว สารเคมีกำจัดแมลงแบบนี้ละลายน้ำได้ง่ายและไม่ตกตะกอนแต่เมื่อเก็บไว้นานๆจะดูดความชื้น มักจะจับตัวเป็นก้อนแข็ง
               1.6 แบบผงฝุ่นมีชื่อย่อ D ติดมากับภาชนะที่บรรจุ สารเคมีกำจัดแมลงแบบนี้ ผลิตโดยนำสารออกฤทธิ์มาบดละเอียดแล้วผสมกับผงของสารไม่ออกฤทธิ์เช่น ผงทัลค์และเบนโธไนท์ ซึ่งส่วนผสมเหล่านี้จะทำให้เปอร์เซนต์ของสารออกฤทธิ์ลดลงสามารถใช้พ่นด้วยเครื่องพ่นผงได้ทันที มักใช้ในแหล่งที่ขาดน้ำ ข้อเสียเวลาใช้มีการฟุ้งกระจาย
              1.7 แบบเม็ดมีชื่อย่อ G ติดมากับภาชนะที่บรรจุ สารเคมีกำจัดแมลงแบบนี้คล้ายกับแบบผง แต่มีขนาดใหญ่กว่าส่วนประกอบได้แก่สารออกฤทธิ์และสารพาหะหรือสารที่ทำให้เจือจาง เช่น ทราย สารเคมีกำจัดแมลงแบบนี้ใช้ได้ทันที โดยใช้ทางดินเท่านั้น ซึ่งจะออกฤทธิ์ซึมขึ้นไปทางระบบราก ห้ามนำไปละลายน้ำเพราะนอกจากละลายยากแล้วยังมีอันตรายสูง
1.8 แบบยู แอล วีมีชื่อย่อ ULV ติดมากับภาชนะที่บรรจุสารเคมีกำจัดแมลงแบบนี้ประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ผสมกับน้ำมันที่มีความหนืดและอัตราการระเหยต่ำเวลาใช้ต้องใช้กับเครื่องพ่นยู แอส วี เท่านั้น
3. ชนิดของสารเคมีกำจัดแมลง
3.1 คาร์บาเมท
3.2 ออร์กาโนฟอสเฟต
3.3 คลอริเนตเตต ไฮโดรฮาร์บอน
3.4 พัยริธรัม
กลุ่มที่ 1 คาร์บาเมท
      รูปแบบส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้เป็นสารเคมีกำจัดแมลงที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอ็นชัยม์โฆลีนเอสเตอเรสแบบชั่วคราวระยะเวลาออกฤทธิ์สั้นและสลายตัวได้เร็ว ทำให้ความเป็นพิษลดลง เมื่อได้รับทางปากผิวหนังและสูดดมจะมีอาการมึนงง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย กระวนกระวาย ม่านตาหรี่ คลื่นไส้ อาเจียนน้ำตาและน้ำลายไหลเหงื่อออกมาก ปวดท้องเกร็ง ชีพจรเต้นช้า กล้ามเนื้อเกร็ง
กลุ่มที่ 2 ออร์กาโนฟอสเฟต
รูปแบบส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้เป็นสารเคมีกำจัดแมลงที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอ็นซัยม์โฆลีนเอสเตอเรสแบบถาวร เมื่อได้รับทั้งทางปาก ผิวหนัง และสูดดม จะมีอาการคลื่นไส้วิงเวียนอ่อนเฉลีย กล้ามเนื้อหดตัวเป็นหย่อมๆ แน่นหน้าอก อาเจียน ท้องเดิน ตาพร่าน้ำลายออกมากกว่าปกติ อาการพิษรุนแรงจะหมดสติ น้ำลายฟูมปาก อุจจาระ ปัสสาวะราดชัก หายใจลำบาก และหยุดหายใจ
กลุ่ม 3 คลอริเนตเตด ไฮโดรคาร์บอน (chlorinated hydrocarbon compound)
 เป็นสารเคมีกำจัดแมลงที่มีคลอรีน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญกลไกออกฤทธิ์ยังไม่ทราบชัด อาการพิษเฉียบพลัน มีพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง ผู้ป่วยจะแสดงอาการไวต่อสิ่งเร้ามากกระวนกระวาย เวียนศีรษะ เสียการทรงตัว บางครั้งมีการชักเกร็ง คล้ายกับได้สารสตริกนินผู้ป่วยอาจตายด้วยระบบหายใจล้มเหลว ไม่นิยมใช้เพราะมีความคงทนในสภาวะแวดล้อมสูงทำให้เกิดพิษตกค้างมาก
กลุ่มที่ 4 พัยรีธรัม (Pyrethrum)
                เป็นสารเคมีกำจัดแมลงที่มีในธรรมชาติสกัดได้จากดอกไม้ตระกูลเบญจมาศบางชนิด (Chrysanthemum sp.) มีประสิทธิภาพทำให้แมลงร่วงหล่นเร็ว (Knock down) มีพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่ำเนื่องจากคุณสมบัติดังกล่าวจึงมีการสังเคราะห์สารเลียนแบบพัยรีธรัมเรียกว่า พัยรีธรอยด์ (Pyrethroids) เช่น Allerthrin, Tetramethrinเป็นต้น การออกฤทธิ์โดยตรงที่เซลล์ประสาทในรายที่ได้รับเข้าไปจำนวนมากจะทำให้เกิดการชักกระดุก และเป็นอัมพาต อันตรายอาจเกิดจากตัวทำละลาย เช่นน้ำมันก๊าดซึ่งมีพิษมากกว่าพัยรีธรัม
ความหมายของน้ำหมักชีวภาพ
น้ำหมักชีวภาพ หรือ น้ำสกัดชีวภาพ หรือปุ๋ยน้ำจุลินทรีย์ ตามแต่จะเรียกเป็นสารละลายเข้มข้นที่ได้จากการหมักเศษพืช หรือสัตว์ กับสารที่ให้ความหวานจนถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการแล้วจะได้สารละลายเข้มข้นสีน้ำตาลประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ และสารอินทรีย์
ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ
ด้านการเกษตรน้ำหมักชีวภาพ มีธาตุอาหารสำคัญ ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม แคลเซียมกำมะถัน ฯลฯ จึงสามารถนำไปเป็นปุ๋ยเร่งอัตราการเจริญเติบโตของพืชเพื่อเพิ่มคุณภาพของผลผลิตได้ดีขึ้นและยังสามารถใช้ไล่แมลงศัตรูพืชได้ด้วย
         ด้านปศุสัตว์สามารถช่วยกำจัดกลิ่นเหม็น น้ำเสียจากฟาร์มสัตว์ได้ช่วยป้องกันโรคระบาดต่างๆในสัตว์แทนการให้ยาปฏิชีวนะทำให้สัตว์แข็งแรงมีความต้านทานโรคช่วยกำจัดแมลงวันฯลฯ
          ด้านการประมงช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำ ช่วยรักษาโรคแผลต่างๆในปลากบจระเข้ได้ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อช่วยให้เลนไม่เน่าเหม็น สามารถนำไปผสมเป็นปุ๋ยหมักใช้กับพืชต่างๆได้ดี
          ด้านสิ่งแวดล้อมน้ำหมักชีวภาพ สามารถช่วยบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร ปศุสัตว์ การประมงโรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และสถานประกอบการทั่วไปแถมยังช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากกองขยะ การเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพอากาศที่เสียให้สดชื่นและมีสภาพดีขึ้น

น้ำหมักชีวภาพหรือน้ำสกัดชีวภาพ
ปัจจุบันได้มีการเรียกชื่อน้ำหมักชีวภาพที่แตกต่างกันออกไปเช่นน้ำสกัดชีวภาพปุ๋ยน้ำจุลินทรีย์เป็นต้นและผู้คิดค้นวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพขึ้นมาขณะนี้ไม่ต่ำกว่า100สูตรโดยเกษตรกรเองได้ทดลองทำและเรียนรู้นำไปใช้กับพืชผลของตนเองก็ได้พบความมหัศจรรย์ของเจ้าน้ำหมักชีวภาพตัวนี้ว่าสามารถดลบันดาลให้พืชผลของตนเองเจริญเติบโตงอกงามขึ้นอย่างรวดเร็วในระยเวลามิช้ามินาน ศัตรูพืชที่เคยเข้ามารบกวนพืชผลต่างๆหลังจากปลูกไม่ว่าจะเป็นโรคแมลงค่อยๆลดน้อยถอยลงไปเป็นลำดับหลังจากที่ได้ใช้น้ำหมักชีวภาพนี้แล้วจึงแสดงให้เห็นว่าน้ำหมักชีวภาพมีความสำคัญและความจำเป็นต่อการทำเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง
น้ำหมักชีวภาพหรือน้ำสกัดชีวภาพหรือน้ำจุลินทรีย์เป็นของเหลว สีดำออกน้ำตาล กลิ่นอมเปรี้ยวอมหวานไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เช่น พืช สัตว์ทุกประเภทสามารถช่วยปรับความสมดุลของสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตได้บางครั้งยังสามารถนำน้ำหมักชีวภาพไปชำระล้างห้องน้ำได้ซึ่งจะช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นได้
การเก็บรักษาต้องเก็บน้ำหมักชีวภาพไว้ที่อุณหภูมิปกติไม่ร้อนหรือเย็นเกินไปเราสามารถทำน้ำหมักชีวภาพใช้เองได้จากพืชผักผลไม้และผลผลิตจากธรรมชาติโดยนำไปหมักตามกรรมวิธีที่ถูกต้อง คือต้องผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ก่อนแล้วจึงนำหัวเชื้อที่ได้ไปขยายเป็นน้ำหมักชีวภาพต่อไป
E.M. (อี.เอ็ม.) คืออะไร
E.M. ย่อมาจากคำว่า Effective Micro-organisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพคิดค้นพบโดย ศาสตราจารย์ ดร.เทรโอะฮิงะ (TEROU HIGA) แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เทคนิคทางชีวภาพ รวบรวมเฉพาะกลุ่มจุลินทรีย์ หมวดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ ช่วยปรับปรุงสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น จุลินทรีย์หมวดสร้างสรรค์ที่มีใน EM ได้แก่ กลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง แลกโตบาซิลัส เพนนิซีเลี่ยม ไตรโคเดอมา ฟูซาเรียม สเตรปโตไมซิส อโซโตแบคเตอ ไรโซเบียม ยีสต์  รา  ฯลฯ จุลินทรีย์ใน EM ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ และมีพลัง แอนติออกซิเดชั่นซึ่งเป็นพลังสร้างสรรค์ของชีวิต ป้องกันมิให้มีการทำลายชีวภาพที่สำคัญของ เซลล์ได้ป้องกันฤทธิ์ของสารพิษได้หลายชนิด รักษาสภาพธรรมชาติของเซลล์ ได้มิให้เสื่อมสภาพรักษาสุขภาพของคนและสัตว์ มิให้เป็นโรคหรือเจ็บป่วยได้ง่าย



ลักษณะโดยทั่วไปของ EM
              เป็นของเหลวสีน้ำตาลกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวาน (เกิดจากการทำงานของกลุ่มจุลินทรีย์ต่าง ๆ ใน E.M.) เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีหรือ ยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น คน สัตว์ พืช และแมลงที่เป็นประโยชน์ ช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ ที่ทุกคนสามารถนำไปเพาะขยายเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง

ตะไคร้
          ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (De ex Nees) Stapf.
          ชื่อวงศ์           Poaceae (Gramineae)  
          ชื่อพ้อง           ไม่มี
          ชื่ออังกฤษ        Lapine, Lemon grass, West Indian lemongrass
          ชื่อท้องถิ่น        คาหอมไครจะไครเชิดเกรยหัวสิงไคเหลอะเกรย

 ลักษณะพันธุ์ไม้
ไม้ล้มลุก อายุหลายปี ขึ้นเป็นกอใหญ่ ลำต้นรูปทรงกระบอก แข็ง เกลี้ยง เหง้าใต้ดินมีกลิ่นเฉพาะ ใบรูปขอบขนานแคบ สีขาวนวลหรือขาวปนม่วง แผ่นใบสากและคม ดอกออกยาก เป็นช่อกระจาย สีน้ำตาลแดง แทงออกจากลำต้น ช่อดอกย่อยมีก้านออกเป็นคู่ๆ ดอกหนึ่งมีก้าน อีกดอกไม่มีก้าน ดอกย่อยนี้ยังประกอบด้วยดอกเล็กๆ 2 ดอก ดอกล่างลดรูปเป็นเพียงกลีบเดียวโปร่งแสง ดอกบนสมบูรณ์เพศ มีใบประดับ 2 ใบ ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก





บทที่  3
วัสดุและวิธีดำเนินงาน
อุปกรณ์
1.ตะไคร้หรือตะไคร้หอม

                         

2.  EM

3.ถังเปล่า




4. ถุงพลาสติกหนา


วิธีทำ
1.นำตะไคร้มาพันม้วนใส่ลงในถังที่เตรียมไว้






2.นำ EM มาเทลงในถัง










3.เทน้ำลงในถังและคลุกเคล้ากากตะไคร้และกากน้ำตาลให้เข้ากัน






4.นำพลาสติกหนามาปิดแล้วใช้ยางงหนารัดให้แน่น




บทที่4
ผลการทดลอง

            จากการทดลองสรุปได้ว่าการที่เราใช้ยาฆ่าแมลงในการไล่แมลงสามารถไล่แมลงให้กับพืชผลทางการเกษตรได้ก็จริง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหมักชีวภาพแล้วประสิทธิภาพของดินก็จะแตกต่างกันเช่นถ้าเราใช้ยาฆ่าแมลงในการไล่แมลงค่า PH ของดินจะมีความเป็นกรด ถ้าเราใช้น้ำหมักชีวภาพค่า PH ของดินจะมีความเป็นกลาง ดังนั้นเราก็ควรที่จะใช้น้ำหมักชีวภาพเพราะประสิทธิภาพการไล่แมลงเมื่อเทียบกับยาฆ่าแมลงแล้วก็มีค่าเท่ากันแต่ประสิทธิภาพของค่า PH จะแตกต่างกันอย่างมาก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น